วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำไมเทรดเดอร์ถึงขาดทุน

ทำไมเทรดเดอร์ถึงขาดทุน

            เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ … เห็นสัญญาณ ซื้อ > เข้า ซื้อ > ราคาแกว่งตัวลงเล็กน้อย > เห็นการขาดทุน > กลัวว่าจะลงต่อ > ตัดขาดทุนออกไป > ราคาเริ่มกลับมาขึ้น > วิ่งต่อไปไกล … ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์มักหลอกหลอนกับมือใหม่หลายๆคน และเป็นตัวเหมือนเขาวงกตไม่ให้เทรดเดอร์ออกไปจากวังวนนี้ได้


            ความอดทน เป็นนิสัยที่สำคัญของเทรดเดอร์ที่ต้องมี เทรดเดอร์ที่เจอเหตุการณ์ข้างต้นนั้นมักไม่มีความอดทน ไม่สามารถทนต่อการขาดทุนได้ จึงทำให้ต้องยอมขาดทุน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราต้องเข้าใจว่า “การเคลื่อนไหวของราคานั้นมีทั้งขึ้นและลง” เป็นไปไม่ได้เลยที่พอร์ตเราจะโชว์กำไรอยู่ตลอด มันต้องมีช่วงที่ขาดทุนอยู่แล้ว เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

            ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องอดทนต่อการขาดทุนให้ได้ เพื่อที่จะไปเก็บกำไรในอนาคต และอีกด้านหนึ่งของความอดทนคือ “รอให้เป็น”

            เช่นเดียวกัน เทรดเดอร์ที่ยังขาดทุนก็เพราะคิดว่าการเป็นเทรดเดอร์นั้นต้องเทรดทุกวัน ซึ่ง “ไม่จริง” เทรดเดอร์มืออาชีพจะเข้าเทรดในช่วงที่คิดว่าตัวเขาได้เปรียบที่สุด มีโอกาสชนะที่สุด จึงค่อยเข้าไปเทรด บางทีสัปดาห์ไหนไม่มีสัญญาณเทรด ก็ไม่เทรด ต่างกับเทรดเดอร์มือใหม่ที่มักจะไล่หาสัญญาณเทรด พอไม่ได้เทรดเพียง 1-2 วันก็ลงแดง อยากจะเทรดให้ได้ จึงไปเปิดออเดอร์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผลการเทรดนั้นออกมาแย่

            มีเทรดเดอร์มืออาชีพท่านหนึ่งที่รู้จัก คนนี้เทรดแค่เดือนละไม่กี่ครั้ง Set up ของเขาคือการเทรด Special events เท่านั้น แต่การเทรดล่ะครั้งนั้นสามารถทำกำไรให้เขามากพอเท่ากับที่เทรดเดอร์หลายคนเทรดจำนวนหลายๆ ครั้ง หลายๆ รอบ เผลอๆได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ


ทีมงาน : pantipforex.com

ทริคในการจัดการอารมณ์เพื่อให้เทรดดีขึ้น (2)

ทริคในการจัดการอารมณ์เพื่อให้เทรดดีขึ้น (2)


ทริค 6 : เตรียมร่างกายให้สมบูรณ์
            มันก็เหมือนกับทุกอาชีพที่ต้องอาศัยร่างกายที่สมบูรณ์ ถึงจะสร้างประสิทธิภาพออกมาได้ดีที่สุด หากวันไหนนอนน้อย หรือไม่สบายปวดหัว จะส่งผลให้เราเกิดอารมณ์ในการเทรดเกิดขึ้นได้ง่าย ทางที่ดีควรรักษาสุขภาพของเราให้ดี เพื่อให้การเทรดนั้นอยู่ในระดับคงที่ไม่แกว่งตามอารมณ์

ทริค 7 : เทรดในสินค้าที่เราถนัด
            ในตลาด Forex นั้นมีคู่สกุลเงินมากมายให้เราเทรด แต่ละคู่สกุลเงินนั้นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวก็จะแตกต่างกันออกไป บางสินค้าผันผวนน้อย บางสินค้าผันผวนมาก หรือบางสินค้ามักเป็นแนวโน้ม หรือบางสินค้ามักเป็น Sideway ซึ่งเทรดเดอร์บางคนถนัดกับการเทรด EUR หรือเทรดเดอร์บางคนถนัดเทรด USD อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของเราว่า เราเทรดอะไรแล้วรู้สึกสบาย ไม่กดดัน ก็ให้เลือกเทรดสินค้านั้น ไม่ต้องไปฝืนเทรดในสินค้าที่เราไม่ถนัด


ทริค 8 : ทำบันทึกการเทรด และมั่นทบทวนการเทรด
            สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำว่าเทรดเดอร์ทุกคนต้องมีเลยคือ “บันทึกการเทรด” หรือ Trading journal ใครที่ยังคิดว่าตัวเองเทรดไม่ค่อยดีอยู่ และยังไม่เคยทำบันทึกการเทรด ให้ลองไปทำดูครับ แล้วจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด มันอาจฟังดูเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ แต่ส่วนตัวแล้วไม่เคยเห็นเทรดเดอร์มืออาชีพท่านไหนไม่มีบันทึกการเทรด

            โดยบันทึกการเทรดนั้นจะช่วยให้เราทราบว่าการเทรดของเราเป็นอย่างไร มีตรงไหนต้องแก้ไขหรือเปล่า ทำผิดพลาดอะไรในการเทรดหรือไม่ เพื่อที่จะพัฒนาและไม่ทำสิ่งที่เคยทำผิดพลาดก่อนหน้า ถ้าปราศจากสิ่งนี้เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเราควรแก้ไขตรงไหน หรือถ้ารู้ แต่เดี๋ยวเราก็กลับมาทำอีก เพราะเราไม่เคยทบทวนมัน

ทริค 9 : ในช่วงแพ้ติดต่อกันให้ลด Size ในการเทรด
            ในช่วงที่เทรดแพ้ติดต่อกันเทรดเดอร์ส่วนมากจะพยายามเพิ่ม Size ในการเทรด เพราะเชื่อว่าการแพ้ติดต่อกันนั้นมันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เดี๋ยวเราก็จะกลับมาชนะ ซึ่งการยิ่งทำอย่างนั้นจะเป็นตัวดึงอารมณ์ของเราเข้ามาเทรดด้วย เพราะมันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เราจะกังวลเกี่ยวกับการเทรดมากขึ้น กลัว Drawdown ของพอร์ตว่าจะลึกขึ้นอีก กลัวพอร์ตแตก ความมั่นใจหายไป สุดท้ายต้องออกจากตลาด
            สิ่งที่ควรทำคือลด Size ในการเทรดดีกว่า ดึงความมั่นใจกลับมาให้ได้ก่อน ให้การเทรดนั้นกลับมาเป็นปกติให้ได้ก่อน จึงค่อยกลับมาใช้ Size การเทรดเดิม เนื่องจากอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญของการเทรด

ทีมงาน : pantipforex.com

ทริคในการจัดการอารมณ์เพื่อให้เทรดดีขึ้น (1)

ทริคในการจัดการอารมณ์เพื่อให้เทรดดีขึ้น (1)



            เทรดเดอร์มืออาชีพรู้กันดีว่า หากนำอารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการเทรดแล้วนั้น ถือว่าเป็นหายนะของการเทรดเลยทีเดียว มันจะเริ่มต้นด้วยความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ และค่อยๆสะสมจนเป็นปัญหาใหญ่และสุดท้ายไม่สามารถแก้ไขได้ จนต้องออกจากตลาดไปในที่สุด ซึ่งเทรดเดอร์ทุกคนควรจะตระหนักถึงสิ่งๆนี้

            หลายคนที่พอร์ตแตกนั้นมักมาจากความผิดพลาดเล็กน้อยเพียง 1 ครั้ง ซึ่งความผิดพลาดนั้นจะนำไปสู่การแพ้ เมื่อแพ้ก็อยากเอาคืน พอเอาคืนไม่ได้ก็ขาดทุน และปล่อยให้การขาดทุนนั้นสะสมค่อยๆเติบโตเรื่อยๆ จนเป็นมะเร็งร้ายของพอร์ต ไม่สามารถแก้ไขได้ในที่สุด

            ดังนั้นเทรดเดอร์ควรจัดการอารมณ์ในการเทรดให้ดี เพื่อให้เทรดนั้นมาจากการวางแผนของเรา มาจากความตั้งใจให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่จากอารมณ์ของตัวเทรดเดอร์เอง มิฉะนั้นการเทรดนั้นจะเหมือนกับการพนันมากกว่า

ทริค 1 : แยกโปรแกรมดูกราฟ กับโปรแกรมเทรด ออกจากกัน
          ในช่วงวิเคราะห์กราฟ วางแผนการเทรด หรือหาสัญญาณเทรดนั้นให้เปิดโปรแกรมการดูกราฟขึ้นมา (ส่วนตัวชอบใช้ Tradingview.com) แล้วพอจะสั่งคำสั่งออเดอร์ก็เปิดโปรแกรมของทางโบรกเกอร์ขึ้นมา พอสั่งเสร็จก็ปิดโปรแกรมเทรด แล้วกลับไปเปิดโปรแกรมดูกราฟไว้คอยตรวจดูราคาเมื่อเป็นอย่างไร

            ซึ่งการทำอย่างนี้ก็เพราะว่าเราจะใช้ตัดอารมณ์ในการเห็นมูลค่าพอร์ต หรือออเดอร์ที่เราเปิด เพราะจะขึ้นลงของมูลค่าพอร์ตนั้นจะส่งผลให้เราเกิดอารมรณ์ในการเทรดเกิดขึ้น ถ้าเราแยกโปรแกรมกราฟกับโปรแกรมเทรดออกจากกันจะช่วยเรื่องตรงนี้ได้อย่างมาก


ทริค 2 : ขยับไปเทรด Time frame ที่ยาวขึ้น
            เทรดเดอร์ส่วนมากพยายามจะขยับลงไปเทรดใน Time frame ที่สั้นมากขึ้น อย่าง 5 นาที , 15 นาที เป็นต้น ซึ่งเกมส์การเทรดใน Time frame สั้นนั้นต้องอาศัยทักษะการตัดสินใจที่รวดเร็ว ไม่มีเวลาให้เทรดเดอร์คิด หรือวางแผนมาก อีกทั้งค่าธรรมเนียมในการเทรดที่มากเนื่องจากความถี่ในการเทรดนั้นเยอะ จึงไม่จำเป็นเลยที่เทรดเดอร์มือใหม่จะลงไปเล่นในเกมส์นี้ ควรเลือกเทรด Time frame ที่ยาวขึ้นอย่างน้อยสัก 240 นาที และรายวัน เป็นต้น จะช่วยให้เรามีเวลาวางแผนมากขึ้น ตัดอารมณ์ไปได้มากขึ้นอย่างมาก

 ทริค 3 : ตัดสินใจเมื่อแท่งเทียนครบแท่ง
            ความหมายในที่นี้คือ สมมติเราเทรด Time frame 240 นาที จะตัดสินใจหรือวิเคราะห์ก็ต่อเมื่อแท่งเทียนนี้ครบ 240 นาที ถ้าหากแท่งเทียนนั้นเกิดมาเพียง 100 นาที จะไม่วิเคราะห์หรือตัดสินใจใดๆเกี่ยวกับแท่งเทียนนั้น เพราะยังไม่ครบแท่ง เนื่องจากราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา

ทริค 4 : เปิดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
            เราควรเปิด Size การเทรดให้เหมาะสมกับพอร์ตเรา ให้เรารู้สึกสบายกับมัน ไม่เครียด ไม่กังวลถ้าราคาเกิดผิดทาง เนื่องจากสิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์เกิดอารมณ์ในการเทรดคือ Overtrade , ใช้ Leverage มากเกินไป , เปิด Position ใหญ่เกินไป  สิ่งเหล่านี้จะนำพาอารมณ์เข้ามา

            คำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์ทุกท่านให้เปิดความเสี่ยง 1% และ 2% ต่อการเทรด ซึ่งระดับนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการเทรดเดอร์ แต่ถึงแม้จะทราบกันอย่างทั่วกัน แต่มีไม่กี่คนที่สามารถมีวินัยทำตามหลักการนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ทริค 5 : ไม่เลื่อน Stop
            เทรดเดอร์ส่วนมากพอเวลาผิดทาง ราคาลงมาใกล้จุด Stop loss ที่วางไว้ก่อนหน้า แล้วมักจะหาเหตุผลต่างๆนานา เข้าข้างตัวเอง แล้วเลื่อนจุด Stop ดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ออเดอร์นั้นโดน Stop loss ซึ่งสิ่งนี้เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของเทรดเดอร์เลยดีเดียว เราควรทำตามแผนของเราที่วางไว้ ผิดคือผิด ยอมรับความผิดพลาดนั้น ไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆนั้นกลายเป็นมะเร็งร้ายได้

ทีมงาน : pantipforex.com

ขจัดความไม่มั่นใจ

ขจัดความไม่มั่นใจ


            เทรดเดอร์ที่ขาดความมั่นใจในการเทรดจะนำไปสู่หายนะต่างๆของเทรดเดอร์ที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นพบเจอกันอยู่บ่อยๆ เมื่อไม่มั่นใจในระบบการเทรดที่ใช้ ก็จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด นำอารมณ์เข้ามาเทรด ไม่ทำตามแผนการเทรด ทำให้ผลการเทรดไม่คงที่ และมักติดอยู่ในวังวนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายพ่ายแพ้ต่อตลาดในที่สุด


            เทรดเดอร์มักเกิดความลังเล ความสงสัยอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าอาชีพเราไปเล่นกับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด ตลาดจะเป็นไปอย่างที่คิดหรือเปล่า จึงทำให้เทรดเดอร์มักเกิดความไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่มีใครรู้ 100% หรอกว่าตลาดจะเป็นอย่างไรในอนาคต แต่สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องรู้คือระบบการเทรดของตัวเอง ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราใช้มันดีจริง มันสามารถนำพาเราต่อสู้กับตลาดแห่งนี้ได้ … ดังนั้นหากเทรดเดอร์จะอยู่รอดในตลาด Forex แห่งนี้ได้คือต้องมั่นใจระบบที่เทรดให้ได้

            ส่วนการที่เทรดเดอร์จะมั่นใจระบบที่ใช้เทรดนั้นก็ต้องมาจากตัวเทรดเดอร์เองที่ใช้ เราเองเท่านั้นที่รู้ที่มา วิธีการต่างๆที่ใช้ หลักการที่เทรด รวมถึงผลทดสอบย้อนหลังจนทำให้เรามั่นใจว่าระบบที่เราใช้นั้นมันใช้ได้จริง ซึ่งถ้าเทรดเดอร์ไป copy หรือลอกตามเทรดเดอร์คนอื่นแล้ว ความมั่นใจตรงนี้จะหายไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่มั่นใจเราจะไม่ใช้ระบบนั้น


          การพัฒนาระบบเทรด
            การพัฒนาที่ดี : กระบวนการจะเกิดการพัฒนาจริงๆ เกิดขึ้น ไม่วนลูปซ้ำไปซ้ำมา เริ่มจากการลองระบบที่ใช้เทรด และเมื่อล้มเหลว ก็นำมาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดข้อบกพร่องว่ามันผิดตรงไหน และแก้ไขมัน และนำกลับไปลองใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้เราจะได้ระบบเทรดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

            การพัฒนาที่ไม่ดี : จะเป็นการวนลูป ติดอยู่ในวังวน เหมือนกับเทรดเดอร์ทั่วไป ที่หาวิธีการเทรดต่างๆนานา มาลองใช้ พอไม่ดี หรือไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยนไปใช้อันใหม่ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้จะไม่เกิดการพัฒนาเกิดขึ้น ทำให้สุดท้ายเทรดเดอร์ล้มเลิกการเทรดไป

เครดิต : pantipforex.com

Trending market กับ Sideway market

Trending market กับ Sideway market 


            สิ่งสำคัญในการเทรดของเทรดเดอร์ทุกท่านไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหนก็ตาม คือต้องการจะรู้ให้ได้ว่าช่วงนี้ตลาดเป็นเทรน (Trending market) หรือไม่เป็นเทรน (Sideway market) เพื่อที่จะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงตลาด


            เรามาดูวิธีการแบ่งแยกว่าตลาดช่วงไหนเป็นเทรน และช่วงไหนไม่เป็นเทรน จากกราฟที่ปรากฏ เพื่อให้เราเข้าใจความหมายของมัน

            มันมี 3 วิธีการดูอย่างง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพคือ

  1. ดูจาก Price action
            นี่เป็นวิธีการของนักเทคนิครุ่นสมัยก่อนนั้นนิยมใช้กันแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือการดู High กับ Low เพื่อแบ่งแนวโน้ม
            - โดยถ้าราคาทำ Higher Highs (HH) และ Higher Lows (HL) แสดงถึง แนวโน้มขาขึ้น
          - แต่ถ้าราคาทำ Lower Highs (LH) และ Lower Lows (LL) แสดงถึง แนวโน้มขาลง


  1. ดูจากระดับราคา
            ระดับแนวรับ แนวต้าน สามารถบ่งชี้ได้ว่าตลาดเป็นแนวโน้มหรือไม่ โดยใช้วิธีพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเลยคือ หาช่วงการแกว่งตัวของราคา ถ้าราคาแกว่งตัวในกรอบดังกล่าวก็แสดงถึงทิศทาง Sideway (แต่อย่าลืมว่าราคาไม่ได้ทดสอบแนวรับแนวต้านระดับที่เราตีไว้ 100% ให้เราพิจารณาเป็นบริเวณดีกว่า)



  1. เส้นค่าเฉลี่ย
            นี่เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานของเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ง่าย แต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถนำเส้นค่าเฉลี่ยมากรองราคาว่าเป็นแนวโน้มหรือไม่
โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

(1) สังเกตจากเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน : โดยเราจะนำวิธีการนี้มากรองแนวโน้มว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง เช่น ถ้าเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันตัด 10 วันขึ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่ถ้าเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันตัด 10 วันลงเป็นแนวโน้มขาลง เป็นต้น โดยในที่นี้เราใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่ตัดกันเป็นเพียงสัญญาณกรองแนวโน้ม ไม่ได้เป็นสัญญาณ ซื้อขาย

(2) สังเกตจากเส้นค่าเฉลี่ยที่ฉีกออกจากกัน : ในช่วงที่ตลาดเป็นเทรน เส้นค่าเฉลี่ยจะฉีกออกจากกันแสดงถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง


            เราสามารถนำทั้ง 3 วิธีการนี้มาประกอบการเทรด โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการดูแนวโน้มว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง และใช้ Price action หรือแนวรับแนวต้านเข้ามาประกอบในช่วงที่ตลาดเป็น Sideway ซึ่งการแยกประเภทตลาดนั้นจะช่วยให้การเทรดเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว และอยากฝากไว้ทิ้งท้ายหน่อยนะครับว่า ถ้าช่วงไหนที่เราไม่แน่ใจ ช่วงไหนที่ดูแบ่งทิศทางไม่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเทรด รอในจังหวะที่ชัดเจน ค่อยเข้า แค่นั้นเองครับ

ทีมงาน : pantipforex.com

4 วิธีในการอ่านกราฟอย่างง่าย

4 วิธีในการอ่านกราฟอย่างง่าย


            ความเป็นจริงในการเทรดแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องยาก ไม่ต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง ใช้เพียงความรู้พื้นฐานก็เพียงพอต่อการทำกำไรในการเทรดแล้ว เทรดเดอร์หลายคนมักมีปัญหาในการตีความกราฟที่ซับซ้อนจนเกินไป จนทำให้เกิดความสับสนเวลาเทรด และทำให้การเทรดนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย 4 วิธีในการการอ่าน Price action อย่างง่าย เพื่อให้เทรดเดอร์เข้าใจกราฟที่อ่านอย่างไม่สับสน และนำไปสู่การเทรดที่มีประสิทธิภาพ


#1 Swings – Highs และ Lows
            เป็น Basic ของ Technical analysis คือการใช้ทฤษฎี Dows ในการวิเคราะห์แนวโน้มว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง
            ขาขึ้น : ราคาทำ Higher high (ยอดสูงขึ้น) และ Higher Low (ฐานสูงขึ้น)
          ขาลง : ราคาทำ Lower High (ยอดต่ำลง) และ Lower Low (ฐานต่ำลง)

            ซึ่งจุด ยอด และ ฐาน สามารถพิจารณาได้จาก “รอบสวิง” ของราคา ตามธรรมชาติของราคาแล้วนั้น ราคาไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง มีการแกว่งตัวขึ้นลง อยู่ตลอดเวลา เทรดเดอร์สามารถอาศัยรอบการแกว่งตัวนี้สร้างข้อได้เปรียบในการเทรดได้เช่นกัน

            อย่างพวก Swing trader ก็จะซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัวในแนวโน้มขาขึ้น หรือ ขายในช่วงราคาดีดตัวในแนวโน้มขาลง เพื่อที่จะได้ราคาที่ดีกว่า เป็นต้น

            และอีกการรอบสวิงนั้นยังสามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาได้อีกมุมหนึ่งคือ ความลึกในการ Pullback ถ้าหากการ Pullback หรือย่อตัว นั้นไม่ลึก แสดงถึงแนวโน้มในช่วงนั้นยังคงแข็งแกร่ง แต่ถ้าหากการ Pullback นั้นลึก แสดงว่าแนวโน้มนั้นเริ่มอ่อนแอลง

            ฟังดูหลักการเหล่านี้มันค่อนข้างง่าย แต่อยากบอกว่าการดู Price action ในลักษณะนี้มันค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการใช้งานจริง

            จากกราฟด้านล่างแสดงถึงตัวอย่างการวิเคราะห์รอบสวิงของราคา จะเห็นได้ว่าช่วง Bear market หรือขาลง ราคาสร้าง Low ต่ำลง และ High ต่ำลง ซึ่งเราสามารถหาจังหวะ Short ในช่วงที่ราคา Pullback กลับขึ้นมาได้ และในช่วงที่เปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้นนั้น ราคากลับมายกฐานสูงขึ้น และยอดสูงขึ้น (เส้นสีแดง)


#2 แนวรับ แนวต้าน
            จุดที่ราคามักจะเกิดการกลับตัวเกิดขึ้น เมื่อราคาเข้าสู่บริเวณแนวรับ แนวต้านดังกล่าว ซึ่งเทรดเดอร์ส่วนมากทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นใช้เจ้าสิ่งนี้ในการเทรดทั้งสิ้น


            จากกราฟด้านบนจะสังเกตุได้ว่าในช่วงที่ราคาทดสอบระดับแนวรับแนวต้าน (เส้นปะ) มักจะการกลับตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเทรดเดอร์สามารถนำประโยชน์ตรงนี้ไปประกอบการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
            สิ่งที่อยากจะเสริมในการใช้แนวรับแนวต้านนั้น เราไม่ควรใช้เส้นแนวนอนแบบเส้นเดี่ยว เนื่องจากการเคลื่อนไหวจริงของราคานั้นไม่เป๊ะ 100% แนะนำให้ใช้เป็นโซน หรือบริเวณมากกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

            ทริคการเทรด : เมื่อเราเห็นระดับแนวรับแนวต้านชัดเจนมากเท่าไหร่ มันแสดงว่าคนส่วนมากนั้นเห็นบริเวณนั้นมากเท่านั้น ซึ่งในการเทรดเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า คนส่วนมากมักผิด ในจังหวะที่ทุกคนมีมุมมองเหมือนกัน เทรดในระดับราคาที่เหมือนกัน จังหวะนั้นมักผิดเสมอ ดังวงกลมสีแดงจากกราฟด้านบน คนส่วนมากมักเห็นว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านสำคัญได้แล้ว จึงเปิด Long ตาม และสุดท้ายการทะลุนั้นเป็น Bull trap (หรือทะลุหลอก) ซึ่งเทรดเดอร์ควรระมัดระวังในเรื่องนี้

#3 Trend lines
            เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าการตีเส้น Trend lines นั้นค่อนข้างเป็นอะไรที่ Subjective หรือคล้ายศิลปะ มากกว่า วิทยาศาสตร์ คือเวลาตีมันไม่มีถูกผิด สิ่งสำคัญเทรดเดอร์ต้องรู้ว่าเราตีไปเพื่ออะไร มิฉะนั้นการตีโดยไร้ความหมายนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรกับการเทรดมั่วๆ

            เราไม่ควรใช้เส้น Trend lines เป็นจุด Trigger หรือจุด Buy sell ควรใช้เป็นตัวที่วิเคราะห์ภาพรวมมากกว่า ไว้ดูทิศทาง ไว้ดูแนวโน้ม ถ้าหากเราไปใช้เป็นจุด Buy sell แล้วนั้น จะเกิดข้อผิดพลาดเยอะมาก เทรดเดอร์ต้องระวังในจุดเช่นเดียวกันครับ


#4 เส้นค่าเฉลี่ย
            เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ง่ายในการเทรด แต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ สามารถทำหน้าที่หลายหน้าที่ทั้ง
  1. จุดเข้า จุดออก
  2. แนวรับ แนวต้าน
  3. ดูทิศทางแนวโน้ม


            จากภาพด้านบน เส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน (เส้นสีน้ำเงิน) เส้นระยะสั้น นั้นสามารถใช้เป็นจุดเข้า จุดออกของการเทรดได้ ส่วนเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (เส้นสีม่วง) เส้นระยะยาว สามารถใช้เป็นแนวรับในจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมา (ลูกศรสีดำ) และสามารถใช้ดูทิศทางของแนวโน้มใหญ่ได้ด้วย ถ้าราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้นดังกล่าวเส้นถึงขาขึ้น แต่ถ้าต่ำกว่าแสดงถึงขาลง และในจุดที่กากบาท (สีน้ำ) เป็นช่วงเปลี่ยนแนวโน้มของแนวโน้มใหญ่จากขาขึ้นสู่ขาลง เนื่องจากราคากลับลงมาเคลื่อนไหวใต้เส้นดังกล่าว

ทีมงาน : pantipforex.com

3 กุญแจสำคัญในการจัดการตัวเอง

3 กุญแจสำคัญในการจัดการตัวเอง


            การเทรดก็เปรียบเสมือการทำธุรกิจ ถ้าธุรกิจเรานั้นได้รับการจัดการที่ดีอยู่ตลอดเวลาก็ทำจะให้ธุรกิจนั้นดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เทรดก็เช่นกัน หากจะประสบความสำเร็จในตลาด Forex แห่งนี้ เทรดเดอร์ก็ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ มีการจัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอด เพื่อที่จะสามารถเดินไปสู่เส้นทางที่เรียกว่าความสำเร็จ


กุญแจดอกที่ 1: มีความรับผิดชอบ
            เทรดเดอร์จะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ได้ อย่างแรกที่ต้องมีเลยคือ มีความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นต่อการเทรดทุกครั้ง ต้องเข้าใจว่าทุกครั้งที่จะกด ซื้อ หรือ ขาย นั้นมันมาจากตัวเราเองทั้งสิ้น อย่าไปโทษคนอื่น เราตัดสินใจเอง เราต้องรับผิดชอบกับความจริงที่เกิดขึ้นในอนาคต ถ้าผิดพลาดต้องยอมรับ และปรับปรุงแก้ไขในส่วนนั้น ไม่ละเลิก ไม่โทษคนอื่น

กุญแจดอกที่ 2: รับรู้ว่ารู้สึกอะไร
            เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดสถานะ เราจะเริ่มมีอารมรณ์ร่วมกับการเคลื่อนไหวของราคา ถ้าถูกทางเราจะรู้สึกดีกับมัน แต่ถ้าผิดเราจะเริ่มกลัว กังวล เครียด และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเทรดเดอร์ควรรู้ตัวเองว่า ณ ตอนนั้นอารมณ์เราเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้นำไปแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นได้
            ตัวอย่างเช่น เมื่อเทรดแล้วรู้สึกเครียด นอนไม่หลับ ให้มาสำรวจว่าทำไมเราถึงเครียด พยายามหาทางแก้ไข มาตรวจว่าเราเปิด Position เยอะเกินไปหรือเปล่า , หรือว่าเราไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ซึ่งถ้าตระหนักรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เราก็จะแก้ไขมันได้ตรงจุด

กุญแจดอกที่ 3: โฟกัสที่กระบวนการ และเลิกคาดหวัง
            เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนจะสนใจ “ความเสี่ยง” มากกว่า “ผลตอบแทน” เนื่องจาก ความเสี่ยง นั้นเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ควบคุมได้ ทั้งวิธีการเทรด , ขนาดออเดอร์ , จุดตัดขาดทุน และ อื่นๆ แต่ ผลตอบแทน นั้นเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ควบคุมไม่ได้ มันมีจากตลาด ซึ่งตลาดเราไม่มีทางคาดเดาได้เลย เราไม่รู้หรอกว่าเดือนนี้เราจะได้กำไรกี่ % ตลาดจะเป็นคนให้เรามาเอง
            ดังนั้นเทรดเดอร์ควรโฟกัสที่กระบวนการเทรดต่างๆ ให้มากๆ และหยุดคิดเรื่องผลตอบแทนในอนาคต อย่าไปบีบตัวเองว่าต้องเทรดให้ได้เดือนละกี่ % ไม่งั้นการเทรดของเราจะพัง


ทีมงาน : pantipforex.com