วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Trading Styles : สไตล์การเทรดของเทรดเดอร์แต่ละบุคคล

Trading Styles : สไตล์การเทรดของเทรดเดอร์แต่ละบุคคล
การหาสไตล์การเทรดของเทรดเดอร์แต่ละบุคคลนั้นค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากจะเป็นปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในการเทรด เนื่องจากหากสไตล์การเทรดที่เราเลือกนั้นไม่เหมาะสมกับบุคลิกหรือลักษณะนิสัยของเรา หรืออาจรวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของเทรดเดอร์แต่ละคน เหตุผลเหล่านี้ก็จะส่งผลทำให้การเทรดไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความคล่องตัว และสุดท้ายผลลัพท์ในการเทรดก็จะเสียตามไปด้วย เทรดเดอร์จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับแรกๆ
ในการเทรด Forex สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
Day-trading
การเดย์เทรด คือการซื้อขาย หรือเปิดปิดออเดอร์ภายในวัน มีการซื้อขายภายในวันบ่อยครั้ง เล่นช่วงสั้นๆ ภาพในไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่นาที และที่สำคัญของเหล่าเดย์เทรดเดอร์นั้นคือไม่ถือสถานะข้ามวัน โดยวิธีนี้จะเป็นพวก Full-time trader เป็นส่วนมาก เนื่องจากต้องอาศัยการดูการเคลื่อนไหวของราคาตลอดทั้งวัน
ข้อดี : สามารถสร้างโอกาสในการเทรดได้บ่อยครั้ง การพลาดโอกาสบางสัญญาณอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการเทรดเท่าไร่ เนื่องจากจะมีสัญญาณการเทรดเข้ามาใหม่อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งใช้เวลาการเทรดเพียงไม่กี่นาทีต่อ 1 การเทรด และที่สำคัญไม่ต้องรับความเสี่ยงการถือครองสถานะข้ามวัน
ข้อเสีย : การเทรดที่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ต้นทุนในการเทรดสูงขึ้นตามอย่างมาก และเดย์เทรดเดอร์ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว เนื่องจากการเปิดปิดออเดอร์ต้องทำขณะนั้นทันที มิฉะนั้นอาจพลาดโอกาสสำคัญไปได้
Swing-trading
สวิงเทรดจะเป็นการเทรดเป็นรอบๆของการเคลื่อนไหวของราคา มักจะใช้กราฟราย 4 ชั่วโมง , รายวัน หรือรายสัปดาห์ เป็นตัวตัดสินใจการเทรด โดยสวิงเทรดเดอร์จะมีการถือสถานะข้ามวัน บางกรณีอาจถือข้ามสัปดาห์ก็เป็นได้
ข้อดี : มีเวลาตัดสินใจในการเข้าออกค่อนข้างเยอะ สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดก่อนจะเปิดหรือปิดออเดอร์ โดยวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ทำงานอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
ข้อเสีย : ต้องอาศัยความอดทนในการรอค่อนข้างเยอะ เนื่องจากสัญญาณบางสัญญาณอาจค่อนข้างใช้เวลาเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ และต้องอดทนต่อการแกว่งตัวขึ้นลงของราคาอีกด้วย

และอีกหนึ่งรูปแบบการเทรดคือพวก Algo / Automated trading หรือคนไทยมักเรียนกพวกที่เทรดเป็นระบบ

การใช้ระบบเทรดอัตโนมัตคือเราไม่ต้องมานั่งมอนิเตอร์หน้าจอในการเทรด คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่สั่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติตามที่เรากำหนดเงื่อนไขเอาไว้ เราเพียงแค่ดูผลการเทรดของคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น และจัดการความระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพในการเทรด
ข้อดี : การใช้ระบบการเทรดอัตโนมัตินั้นสามารถตัดอารมณ์ในการเทรดออกไปได้ และที่สำคัญเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอในการเทรด ค่อนข้างมีเวลาที่อิสระมาก
ข้อเสีย : การเขียนโปรแกรมในการเทรด อาจต้องใช้ทักษะที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งแบบระบบการเทรดนั้นส่วนมากจะที่ผลลัพธ์ที่ดีในอดีต แต่พอนำมาใช้จริงในปัจจุบันอาจไม่ดีนัก เนื่องจากสภาพตอนทดสอบระบบกับตอนนำมาใช้จริงอาจเปลี่ยนแปลงไป

ทีมงาน : http://pantipforex.com

วิธีการดูทิศทางของแนวโน้ม

วิธีการดูทิศทางของแนวโน้ม
การรู้การถึงทิศทางของแนวโน้มนั้นสำคัญอย่างมากในการเทรด เมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น คุณจะเปิด Short หรือ Long … คำตอบแน่นอนคือต้องเปิด Long สิ โอกาสการขึ้นมีมากกว่าอยู่แล้ว หากเปิดสถานะตรงข้ามกับแนวโน้มจะเหมือนกับ ปลาที่ว่ายทวนกระแสน้ำนั่นเอง
ส่วนการวิเคราะห์ว่าแนวโน้มในช่วงนี้เป็นอย่างไรนั้น สามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้ 4 วิธีการดังที่จะกล่าวต่อไปนี้
วิธีการแรก : Line Graph
เป็นวิธีการง่ายที่สุด โดยเทรดเดอร์ส่วนมากจะใช้กราฟพวกแท่งเทียน หรือไม่ก็ Bars chart อาจทำให้การวิเคราะห์แนวโน้มนั่นไม่ชัดเจนเท่าไร่ โดยลองมาปรับรูปแบบเป็น Line graph แทนจะสามารถเห็นภาพรวมของแนวโน้มด้วยตาเปล่าชัดเจนมากขึ้น

วิธีที่ 2 : จุด Highs และ Lows
โดยทั่วไปในแนวโน้มขาขึ้น ราคาจะสร้าง High ที่สูงขึ้น และยก Low สูงขึ้น (Higher High และ Higher Low) แนวโน้มขาลงก็จะตรงกันข้ามคือ ราคาทำ High ทำต่ำลง และ Low ต่ำลง (Lower High และ Lower Low)

วิธีที่ 3 : เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Averages)
อีกหนึ่งวิธีการที่จะแยกแยะแนวโน้ม คือการใช้เส้นค่าเฉลี่ยต่างๆ หลักการใช้เส้นค่าเฉลี่ยมีมากมาย เดี๋ยวจะมากล่าวในบทความถัดไป ในที่นี้จะแนะนำตัวอย่างง่ายๆ ในการใช้คือ ในแนวโน้มขาขึ้นราคาจะเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย ส่วนแนวโน้มขาลงราคาจะเคลื่อนไหวใต้เส้นค่าเฉลี่ย แต่ข้อเสียหลักของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยหลักๆ เลยคือจะไม่มีประสิทธิภาพในช่วงตลาด Sideway

วิธีที่ 4 : Trend line และ Channels
การใช้เส้น Trendl line และ Channel ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้การแยกแยะแนวโน้ม แต่อาจเป็นปัญหาของพวกเทรดเดอร์มือใหม่ เนื่องจากการใช้ตี Trend line นั้นค่อนข้างเป็น Subjective (ไม่ตายตัว) จึงต้องอาศัยประสบการณ์ โดยการใช้ Trend line นั้นเหมาะกับการเทรดในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เพราะว่าการจะตี Trend line หรือหากรอบ Channel ได้นั้น ราคาต้องแกว่งตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว จะให้ความหมายกว้างๆมากกว่า

ทีมงาน : http://pantipforex.com

กับดักกระทิง และ กับดักหมี

กับดักกระทิง และ กับดักหมี
เคยไหมที่พบว่าราคาได้ขึ้นมาใกล้แนวต้านที่เคยทดสอบก่อนหน้า ไม่ผ่านถึง 2 ครั้ง แล้วครั้งที่ใกล้จะถึงนั้นเป็นครั้งที่ 3 ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่ามันจะไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าว เนื่องจากทฤษฎีตามตำราได้บอกไว้ให้เปิด Short ที่บริเวณแนวต้านดังกล่าว แล้วตั้ง Stop loss เหนือแนวต้านนั้น … แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ราคาได้ทะลุขึ้นผ่านแนวต้านดังกล่าว แล้วไปโดน Stop loss ที่ตั้งไว้ แต่!! หลังจากนั้นราคาได้กลับลงมาเคลื่อนไหวตามที่กำหนดเป้าหมายไว้ก่อนหน้า เหตุการณ์นี้เรียกกันว่า “Bull trap” โดยมักเป็นการทำราคาให้พวกรายย่อยที่ชอบตั้ง Stop loss แบบง่ายๆ โดยจะลากให้ตรงข้ามกับทิศทางที่รายย่อยส่วนมากคิด จนทำให้รายย่อยหรือพวกมือใหม่ทนไม่ไหว และ Stop loss ออกมา
Bull Trap : คือ ช่วงที่ราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป และกลับลงมา

Bear Trap : คือ ช่วงที่ราคาทะลุแนวรับลงไป และวกตัวกลับขึ้นมา
วิธีรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีง่ายๆอยู่ 2 วิธีการคือ

  1. ระดับแรก กำหนดช่วง Stop loss ให้กว้างขึ้น โดยให้กำหนดในช่วงที่คิดว่ารายย่อยส่วนมากที่มักเทรดตำราเค้าให้ตั้งกันตรงไหน ให้เราขยับ จุด Stop loss ขึ้นไป แต่วิธีนี้จะทำให้ Risk/reward ratio ลดต่ำลง
  2. รอเปิด Order หลังจากที่ราคาวกตัวกลับลงมา ตัวอย่างเช่น หากเจอเหตุการณ์ Bull Trap ให้รอจนกว่าราคาจะกลับลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าแนวต้านที่เคยทะลุผ่าน แล้วจึงค่อยเปิด Short ตาม

โดยปกติพวกมือใหม่ มักจะชอบเปิด Order เร็ว เพราะว่ากลัวไม่ได้ของ และจะ Stop loss เร็วเพราะกว่ากลัวราคาผิดทาง อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะย้ำเลยว่า ยากที่จะทำกำไรจากวิธีทั่วไปในหนังสือเทรด เพราะเนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะวิธีตามหนังสือ โดยเป็นวิธีที่หลายคนใช้  หลายคนรู้  จึงทำให้วิธีเหล่านั้นมักสร้างความเสียหายมากกว่า
ทีมงาน : pantipforex.com

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไม่ต้องจำรูปแบบแท่งเทียน

ไม่ต้องจำรูปแบบแท่งเทียน

หลายคนเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ จะเห็นว่ารูปแบบนั้นมีเยอะมากกกกก จนคิดว่าใครจะไปจำได้หมด มีเป็นร้อยๆ รูปแบบ แต่ละรูปแบบบางทีเหมือนกัน แต่เรียกชื่อต่างกันออกไป ทำให้เกิดความสับสนในการวิเคราะห์แท่งเทียน จริงๆแล้วถ้าคุณเข้าใจในการอ่านกราฟแท่งเทียนอย่างจริงจังแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีนั่งจำว่ารูปแบบนี้เป็นอย่างไร ไม่ต้องจำชื่อว่าเป็น Morning Star , Three Black Crows หรือ Bullish Engulfing อะไรอย่างงี้ คือแค่เราเข้าใจพฤติกรรมของมันว่า มันจะส่งผลในไปทิศทางใด ก็เพียงพอต่อการเทรดแล้ว

แท่งเทียนหลักๆประกอบด้วย 5 อย่าง
  1. ความยาวของไส้เทียน : จะบ่งบอกถึงความผันผวนของราคา ยิ่งไส้เทียนยิ่งยาวเท่าไร่แสดงถึงความผันผวนมากขึ้นเท่านั้น
  2. สัดส่วนระหว่างไส้เทียนบน กับไส้เทียนล่าง : เมื่อราคาปรับตัวลงแล้วเกิดแรงซื้อกลับขึ้นมา แท่งเทียนแสดงถึงไส้เทียนด้านล่างยาวๆ ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า ความแข็งแกร่งของตลาดหมีเริ่มอ่อนลงเพราะไม่สามารถกดราคาลงได้
  3. ตำแหน่งของตัวเทียน : สิ่งที่สำคัญมากในการวิเคราะห์แท่งเทียนคือตัวเทียน ถ้าเกิดช่วงนี้ไส้เทียนล่างยาวๆ และตัวเทียนมาอยู่ตำแหน่งบนสุดของแท่งเทียนทั้งหมด เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแรงซื้อมีมากกว่าปกติ แต่ทางตรงกันข้าม หากไส้เทียนด้านลนและล่างยาวเท่ากัน และตัวเทียนปิดที่ตำแหน่งตรงกลางของแท่งเทียน ก็จะแสดงถึงความเท่าเทียบของแรงซื้อและแรงขาย
  4. ขนาดของตัวเทียน : ตามหลักถ้าหากตัวเทียนมีขนาดใหญ่แสดงถึงความแข็งแกร่งของสัญญาณ
  5. สัดส่วนระหว่าง ตัวเทียน และ ไส้เทียน : ถ้าตัวเทียนมีขนาดใหญ่ แต่ไส้เทียนสั้นๆ แสดงถึงราคาเคลื่อนไหวจากราคาเปิดไปที่ราคาปิดโดยปราศจากความผันผวน ซึ่งหมายถึงความแข็งแกร่งของทิศทางนั้นๆ ส่วนในทางตรงกันข้าม หากไส้เทียนยาวๆ แต่ตัวเทียนเล็กๆ บ่งชี้ได้ว่าการไม่แน่ใจระหว่งแรงซื้อกับแรงขาย
โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 สถานการณ์คือ 1) ทิศทางขึ้นแข็งแกร่ง 2) ทิศทางลงแข็งแกร่ง 3) ทิศทางขึ้นเริ่มอ่อนแรง 4) ทิศทางลงเริ่มอ่อนแรง 5) แรงซื้อแรงขายเท่ากัน


การรวมแท่งเทียน

หลังจากที่ทำความเข้าใจกับแท่งเทียนในเบื้องต้นไปแล้ว จะแสดงให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องไปจำรูปแบบแท่งเทียนต่างๆให้ปวดหัว โดยรูปข้างล่างแสดงถึงการสร้างรูปแบบแท่งเทียน เมื่อนำ 2 แท่งเทียนมารวมกันจะเท่ากับ 1 แท่งเทียน ซึ่งสามารถตีความหมายดังที่กล่าวมาข้างต้น
ขอแค่เข้าใจว่าช่วงตลาด ณ เวลานั้นเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยไม่ต้องเป็นรู้ถึงชื่อแท่งเทียนต่างๆให้ปวดหัว ลองเอาไปใช้ประกอบดูนะครับ

ทีมงาน pantipforex.com